ARAYA's profileAlong the Way!!!PhotosBlogListsMore Tools Help

Windows Media Player

Along the Way!!!

Photo 1 of 21
February 01

โดนใจ

 
 
 
 
 
 
เป็นวามรู้สึกของมิ้งเลยนะเนี่ยยยยย
 
ขออนุญาตคุณsuaiwan นะคะ
January 26

โดน Tag Bouble**

 
 
 
เริ่มด้วยที่เจ๊โอ๋ Tagมาคนแรก แต่ด้วยความขี้เกียจสุดใจ...เลย ขอติดไว้ก่อน...
 
ต่อมาก็โดนTag จากคุณลมอีกคน โดน Double เลย งั้นเริ่มเลยละกัน
 
ขืนดอง Tag ไว้นานๆจะโดนซ้ำซ้อน ...
 
สำหรับเพื่อนๆที่จะโดนTagต่อนั้น เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
 
จะมาอธิบายให้ฟังว่า Tag คืออะไร..
 
 

Tag* คืออะไร ?? (( ก๊อปเค้ามา ! ! )และขอก๊อปต่ออีกที!!!)

จริงๆมันคือ Blog Tag  เป็นนวัตกรรมใหม่ในหมู่ blogger ที่ระบาดเข้าสู่เมืองไทย ( ขนาดนั้นเลยเรอะ) หลักการของมันคือ คนที่โดน Tag*

จะต้องเขียน "สิ่งที่คิดว่าคนอื่นไม่รู้เกี่ยวกับตัวเรา" 5 อย่าง และส่งต่อหรือที่เรียกว่า Tag นี้ไปให้คนอื่นอีก 5 คน ต่อไปเรื่อยๆ 

ไม่ว่าจะเป็นใคร เคยเขียนบล็อกเรื่องอะไรมาก่อน แต่ถ้าโดน Tag* เมื่อไหร่ เก๊าะต้องมาเล่าเรื่องตัวเอง 5 เรื่องซะดีๆ~

 

 

 

เรื่องที่1*

เริ่มด้วยเรื่องราวในครอบครัวก่อนละกัน มิ้งเป็นหลานสาวคนโตของตระกูลฝ่ายคุณแม่ และเป็นหนึ่งในหลานสาวเพียงสามคนของตระกูลนี้

จากหลานทั้งหมด 13 คน เป็นลูกสาวคนโตของคุณพ่อคุณแม่ มีพี่น้องสี่คน น้องชายแท้ๆ 1คน และน้องสาวและน้องชายอย่างละคน

 

 

เรื่องที่2*

มิ้งเป็นเด็กไฮเปอร์ ชอบทำให้ตัวเอง Busy อยู่ตลอดเวลา อยู่ไม่ค่อยติดบ้าน หาเรื่องออกจากบ้านได้ทุกวัน เดี๋ยวนี้ดีขึ้นไม่ค่อยเป็นแล้วอาการนี้ =='

นิสัยเสียนิดหน่อย (รุได้ไง อาจจะเยอะก็ได้ เข้าข้างตัวเอง) เป็นคนตรงไปตรงมา( บางทีออกจะเกินไป ) เอาแต่ใจตัวเองในบางเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นคนตามใจคน ไม่ค่อยกล้าปฏิเสธคน

เพราะกลัวเค้าเสียความรู้สึก ไม่ชอบทำให้ใครรู้สึกแย่ เป็นคนใจอ่อน แต่ก็เด็ดขาดมาก แม้เรื่องที่ต้องเด็ดขาดจะต้องฝืนใจก็ตาม TT TT ยอมให้ตัวเองเสียใจมากแค่ทีเดียวดีกว่า

ต้องทรมานเสียใจและนอยต่อเนื่องยาวนาน มันรู้สึกว่าเกิดมาก็ไม่เคยคิดร้ายกับใครทำไมเราต้องมาทนกับเรื่องที่ทำให้เสียใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วย

(สาเหตุนี้ทำให้ตัดใจในหลายๆเรื่อง แม้ใจจริงจะไม่อยากเลยก็ตาม) คนเราไม่ควรดำเนินชีวิตด้วยจิตใจหม่นหมอง เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูง (ระดับนึง) เป็นข้อเสียอย่างมากสำหรับมิ้ง

เพราะเวลาทำอะไรถ้าเห็นว่าทำแบบนี้แล้วมันจะออกมาดี แม้คนอื่นจะไม่ค่อยเห็นด้วย ก็จะยืนยันหัวชนฝา บางทีอาจจะเผด็จการหน่อยๆด้วย==' ด้วยเหตุนี้เลยทำงานอะไรกับคนเยอะๆ

ไม่ค่อยจะHappyเท่าไหร่ เป็นคนเชื่อ Sense ของตัวเอง มันเป็นเรื่องไม่มีหลักการและเหตุผลเลย แต่ไม่เคยพลาดเลยนะ ส่วนใหญ่จะรู้สึกเสียใจทีหลังทุกที

ที่ไม่เชื่อความรู้สึกของตัวเอง มีหมอดูทักว่าเป้นคนมีสัมผัสที่6 ไม่ค่อยอยากจะเชื่อแต่ทักกันเยอะเหลือเกิน=="

 

เรื่องที่3*

มิ้งเป็นเด็ก Sensitive อ่อนไหวง่ายกับทุกเหตุการณ์ (อันนี้ไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ ) ชอบทำตัวเข้มแข็งแต่จริงๆแล้วหวั่นไหวง่ายสุดๆ ด้วยที่เป็นคนแบบนี้ก็เลย

มีเรื่องให้รู้สึกน้อยใจอยู่บ่อยๆ แต่ก็ด้วยนิสัยที่ Sensitive นี่เองก็ทำให้แต่ใครทำอะไรให้นิดๆหน่อยๆก็จะรู้สึกดีกับสิ่งเล็กๆน้อยๆนั้นได้ง่ายๆ  เวลาใครทำให้น้อยใจ

แล้วเค้าทำอะไรที่เหมือนจะชดเชยให้ก็จะหายน้อยใจไปเอง (โดยที่ส่วนใหญ่คนที่โดนมิ้งน้อยใจมักจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ)มันเลยสมดุล คิดว่างั้นนะ =="

เป็นคนเชื่อคนง่าย (รึเปล่าหว่า) ก็ไม่เชิงซะทีเดียว เพียงแต่ถ้าคนที่ตั้งใจว่าจะเชื่อมั่นในตัวเค้า ก็จะเชื่อมั่นอย่างจริงจัง เป็นคนเชื่อคำพูดคน 

แม้เรื่องที่บอกจะจริงและเชื่อได้แค่ไหนก็ไม่รู้ ==" ไม่ชอบเล่นเกมส์จิตวิทยา ถ้าอยากให้มิ้งทำอะไรหรือเป็นแบบไหน บอกมาตรงๆน่าจะได้ผลที่ดีกว่า ...

 

เรื่องที่4*

มิ้งเกลียดการ Fake สุดใจ ถ้าไม่ชอบหรือไม่ถูกใจใครก็จะใช้วิธีเลี่ยงๆไม่ไปสุงสิงดีกว่าต้องปั้นหน้าทำเป็นดีกับเค้าทั้งๆที่ในใจไม่ใช่ เกลียดการโกหกที่สุดในโลก

ถ้าหากบอกความจริงแล้วจะทำให้มีปัญหากัน มันก็นิดหน่อย อาจจะเคืองๆในเรื่องนั้นๆ อย่างมากก็โกรธ แต่ถ้าโกหกมันรู้สึกว่า โดนหลอก รับไม่ได้ และอาจจะทำให้เป็นเพื่อนกัน

ไม่ได้อีกเลย... มิ้งเป็นประเภทฝังใจ เป็นคนที่ทำให้เกลียดยากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกส์มากกกกกกกกกกกกกกกกกกก (อยากให้เห็นว่ายากจริงๆ)

 เพราะไม่อยากเกลียดใคร ใครทำอะไรร้ายๆ อย่างมากก็แค่โกรธเค้าเดี๋ยวๆก็หาย แต่ถ้าทำให้มิ้งเกลียดได้ก็เก่งมาก และจะไม่มีวันที่จะเลิกเกลียดด้วย

 อาจจะให้อภัยแต่ไม่มีทางที่จะกลับมาเป็นเพื่อนหรือแม้แต่คนรู้จักกันอีก ในชีวิตนี้มีคนที่ทำได้แค่คนเดียว ไม่สิๆๆๆ มีอยู่คนนึง สงสัยเป็นอริกันเมื่อชาติที่แล้ว(มั้ง)

 เกลียดเค้าจริงจังโดยไม่มีสาเหตุ ตัวเองยังแอบสงสัยเลยว่าทำไมไปเกลียดเค้าหล่ะ (เป็นคนมีเหตุผลนะ แต่ฝืนความรู้สึกเกลียดกับคนๆนี้ ๆไม่ได้จริงๆ)

 

เรื่องที่5*

มิ้งเป็นเด็กใจง่าย...ใครชวนไปไหนก็ไป แม้ว่าตัวเองอาจจะไม่ค่อยว่าง แต่ถ้าใครชวนไปไหนทำอะไร ยิ่งเที่ยวนี่ ไม่เคยปฏิเสธ อันนี้เพื่อนๆคงจะรู้ข้อนี้ดี... ไม่เชื่อลองชวนดูสิ อิอิ.. 

ชอบเที่ยวมาก แต่ไม่เที่ยวกลางคืนนะ  ถ้าคนที่รู้จักมิ้งจะรู้ว่าชอบถ่ายรูป ชอบเที่ยวธรรมชาติ ถ้าเป้นไปได้ ต่อไปอยากใช้ชีวิตอยุ่นอกเมืองหลวง...

หรือเป็นไปได้อยากทำอาชีพที่ได้เที่ยวหลายๆที่ อยากใช้ชีวิตให้คุ้ม ได้ไปเที่ยวหลายๆที่ให้รู้สึกว่า โอ้ ชีวิตนี้คุ้มแล้ว...ก็คงจะอยู่นิ่งๆในบ้านต่างจังหวัดที่สงบๆ เย็นๆ

รายล้อมด้วยต้นไม้ เลี้ยงหมาด้วย (บางคนอาจจะคิดว่า เป็นไปไม่ได้หรอก) สำหรับมิ้งไม่จำเป็นต้องรวยล้นฟ้าหรอก ขอแค่ใช้ชีวิตทุกวันไอย่างมีความสุข ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

มิ้งว่าความสำเร็จ มันขึ้นอยู่กับทัศนคติมากกว่า ถ้ามิ้งได้ทำแต่ครึ่งเดียวของความคาดหวังข้างบน มิ้งก็ถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว...

 

 

เย่ๆๆๆ เมื่อทำตามกติกาเรียบร้อยแล้ว ก็Tagต่อได้ อิอิ...

 

รู้สึกว่าเค้าให้ Tag ต่อได้ 5 คน แต่มิ้งโดน Double เพราะฉะนั้น Tagต่อได้ 10 คน ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

 

เริ่มด้วย

 

เพื่อนๆในกลุ่ม บิวเล็ก/บิวใหญ่/ปุ๊ก/เม/  (วี/นีน่า/ขวัญ/แอน ที่ไม่ได้ระบุเพราะพวกเธอไม่เขียน Blogกันนี่ แต่ถ้าจะเริ่มเขียนก็ถือว่าโดน Tagกันถ้วนหน้าแล้วนะ) 

พี่ Witt

พี่ Pooh

Nut เก้าเซียน

บาส

ไมค์

และ อีฟ

ส่วนคนอื่นๆที่ไม่ได้ Tag เพราะเห็นว่าโดนกันไปแล้วนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

December 18

...ช่างโง่จริงๆ...

 
 
 
เกิดเรื่องราวมากมายขึ้นในชีวิต
 
หลายเหตุการณ์สะเทือน...จิตใจ
 
ด้วยความอ่อนหัดของตัวเอง
 
มันนำพาเอาเหตุการณ์เหล่านั้นมาหา
 
...ช่างโง่จริงๆ...
 
ความคิดมันบอกว่าสิ่งที่ได้เจอนั้นมันช่างเล็กน้อย
 
เพียงเพราะ...อย่างน้อยมันก็ไม่เลวร้ายที่สุด อย่างที่มันควรจะเป็น...
 
แต่ในความรู้สึก... ฉันไม่อยากยอมรับว่า...รู้สึกเกลียดตัวเอง...แต่มันเป็นอย่างนั้น
 
...ช่างโง่จริงๆ...
 
ใครจะคาดเดาได้ว่า...จะเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นอีกซักกี่ครั้งในชีวิต...
 
เข้าใจดีอย่างที่สุดว่า โลกนี้ไม่ได้สวยสดไปทุกด้าน ...เข้าใจดีจริงๆ...
 
แต่หากขอได้...ไม่อยากเจอเรื่องอย่างนี้อีก...แม้สักครั้ง...พอที
 
ตอนนี้ความรู้สึกบรรเทาลงแล้ว...แต่มันยังอยู่...
 
อยากร้องไห้...เจ็บใจตัวเอง...แต่เค้นให้ตายก็ไม่ออก...อึดอัด...
 
พยายามทำทุกอย่างให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม...
 
แต่ท่าทางจะสูญเปล่า
 
...ช่างโง่จริงๆ...
 
...หากร้องไห้ได้สักครั้งมันคงจะดี...
 
บางทีการทำตัวให้แข็งแกร่งก็ทำร้ายตัวเราเองจากข้างใน
 
รู้สึก..เกลียดตัวเองจัง...
 
เมื่อไหร่จะหายนะ...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณนะคะ ช่วยได้เยอะมาก หากต้องอยู่คนเดียว ก็ไม่รู้จะรู้สึกแย่กว่านี้...ซักเท่าไหร่...
 
...ขอบคุณนะคะที่รับฟัง ขอบคุณที่พยายามทำให้รู้สึกดีขึ้น...
 
ที่เคยบอกว่า...ให้ตั้งอยู่ในความสงสัย...
 
ตอนนี้คงจะตั้งอยู่กับความสงสัยได้มากมายขึ้นเยอะ...
 
แต่อย่างที่รู้ ตอนนี้รู้สึก...เหนื่อย...
 
การที่จะตั้งแง่อยู่ตลอด...บางที...มันรู้สึกว่าโลกนี้เลวร้ายเหลือเกิน
 
ไม่มีใครที่เราจะเชื่อได้เลยเหรอ...
 
มันรู้สึกแย่จริงๆ
 
 
 
 
 
 
หากว่าโลกนี้ ทุกสิ่งอย่างจำเป็นต้องเป็นไปตามกลไกของมัน...
 
หากคนหิว...ก็ต้องกิน ..
 
แม้ว่าไม่มีอาหาร เพียงน้ำพอดับกระหายก็ยังดี...
 
 
 
 
 
 
แต่หากจะขอลอยคออยู่เฉยๆไม่ว่ายไปตามกระแส หรือทวนน้ำแต่อย่างใด...
 
...จะเป็นไรมั้ย...
 
หากว่าหิวแล้ว อาหารไม่มี น้ำที่อยู่ตรงหน้า หากไม่ดื่ม ฉันจะตายก่อนที่จะมีอาหาร ...ฉะนั้นหรือ...
 
ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่คิดหรือสิ่งที่เห็นจากคนๆนี้ คืออะไร...
 
เพราะตัวฉันเองก็ยังไม่รุ้เลยว่าสิ่งที่เป็นอยู่คือสิ่งใด
 
 
 
 
 
 
ตอนนี้มิ้งไม่รู้หรอกค่ะว่าจริงๆแล้วมิ้งคิดและรู้สึกอย่างไร
 
จะเห็นเป็นอะไรก็แล้วแต่...
 
มิ้งก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร อย่างไร หรือเมื่อไร
 
ตอนนี้ไม่รู้ทั้งนั้น
 
มันอาจจะไม่ได้เป็นเพราะสาเหตุจากเหตุการณ์นั้น
 
แต่มิ้งกลายเป็นคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองคิดหรือรุ้สึกอย่างไรไปแล้ว
 
ที่สำคัญมิ้งสูญเสียความมั่นใจในการคาดเดาความคิดคนอื่นไปด้วย
 
มันเลยทำให้ไม่รู้ว่าใครคิดอะไร...
 
หากว่าความตรงไปตรงมา...เป็นเครื่องมือให้กับเรื่องตรงหน้านี้ได้...
 
แต่พูดจริงๆมิ้งไม่เห็นว่ามันจะตรงไปตรงมา...ตรงไหนเลย...
 
เพราะมันก็อ้อมค้อมอยู่ดี
 
จริงๆก็ดีแล้ว...
 
บางทีอะไรที่มันชัดเจนเกินไป
 
มันจะทำให้เราเลี่ยงที่จะยอมรับความจริงไปไม่ได้ ...เท่านั้นเอง...
 
 
เหอะๆๆ
 
 
หายไปนาน มาอัพไดฯทีนึงคง ...งง...กันไปเลยหล่ะสิ...
 
อิอิ
 
ไม่ต้องเป็นห่วงจะ สบายดีให้เร็วที่สุด....
 
...ก็ชีวิตมันต้องเดินต่อไป...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
October 13

... หายสงสัยจริงๆ...

www.grooffer.multiply.com



อัพแล้วนะคะ


อิอิ

ตามไปดู เนี่ยเป็นสาเหตุที่หายหน้าหายตาไป

 

 

 



5555+++


ตอนแรกว่าจะลบคอมเม้นต์ " สงสัยจัง " ที่อุตส่าห์ทะยานมาด่าคนอื่นในสเปซของเค้า


แต่พอคิดอีกที ก็เก็บไว้ดูเล่นดีกว่า เป็นหลักฐานของความ... ตลกดี555+++


เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ คงจะสงสัยว่าทำไม...


ตอนแรกมิ้งอ่ะ เคืองมากเพราะนี่มันสเปซของมิ้งอ่ะ มาด่ามิ้งเฉยเลย


แต่พอดูที่ลิงค์แล้วฮาแตกสุดๆ...


เพราะถึงมิ้งจะมีสมองทำได้แค่นี้แต่ก็ไม่โง่พอ


ที่จะเอาลิงค์ของพี่สาวที่สนิทสนมมาแอบอ้าง


เด็กปัญญาอ่อนแถมด้วย Autistic ยังรู้เลย โชว์โง่ซะงั้น อิอิ


และที่สำคัญพี่คนนี้ไม่มีนิสัยใช้วาจาดูถูกคน ( โดยไม่มองตัวเอง )


และไม่เคยทำตัวชั้นต่ำระรานใครเค้าไปทั่วแบบนี้หรอก...

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ คงจะสงสัยว่าทำไม...
 
 

ขออนุญาตเจ๊พาดพิงนิดนึงนะคะ (-/\-)
 
 


เหตุมันเกิดที่สเปซของพี่สาวมิ้งเอง มิ้งไปคอมเม้นต์สเปซพี่เค้าเพราะว่ามี สิ่งมีชีวิตนิสัยไม่ดี มาระรานเจ๊ของมิ้ง



แต่ด้วยความฉลาดล้ำของ"สิ่งมีชีวิตนิสัยไม่ดี"ทำให้มองข้าม คำว่า " my space "  แปลว่าอะไร


มิ้งมองว่า เรื่องนั้นมันเกี่ยวข้องกับมิ้งโดยตรงเลยแหละ เพราะคนเราย่อมปกป้องคนที่เรารัก และป้องกันตัวเมื่อมีภัย
...อันนี้ถูกมั้ยครับพี่น้อง ...


และที่สำคัญ มิ้งไม่ได้ไปคอมเม้นต์ด่าเจ้าของสเปซแม้แต่น้อย เพราะแม้ มิ้งจะมีสมองแม้เพียงน้อยนิด
 
แต่ยังสำนึกได้ว่านั่นมันที่ส่วนตัวของเค้า...

อีกอย่างพอจะมีพื้นฐานมารยาทที่ถ่ายทอดมาบ้างเหมือนกัน...

เฮ้อ!!! กรรมจริงๆๆ มิ้งน่าจะแอบอ้างชื่อคนอื่นนะตอนคอมเม้นต์

จะได้ตามตัวไม่ได้ ไม่งั้นไม่โดนตามมาด่าอย่างงี้หรอก เฮ้อ++++

555++
 

ก็คงเป็นกรรมของมิ้งจริงๆนั่นแหละ

ก็มิ้งดันไปคอมเม้นต์ให้เค้าร้อนรนจนต้องแล่นมาด่ามิ้งคืนเนี่ย... กรรมจริงๆ

"จะว่าใครผ่านสเปชคนอื่นอ่ะน่ะดูตัวเองด้วยว่าเป็นอย่างไร อย่าดีแต่ว่าคนอื่น มีสมองอ่ะคิดซะมั้ง"

เอ๋!!!! แต่ว่านั่นมันสเปซของพี่สาวมิ้งนี่นา

แล้วคุณคนนี้เค้าก็ทำพฤติกรรมแบบที่ว่าเลยไม่ใช่เหรอ ง่ะ...

แล้วมาว่ามิ้งทำไมเนี่ย......
 
 


จิงๆมิ้งก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักอ่ะ

แต่มิ้งก็ไม่เคยไปทำร้ายคนอื่นก่อนเลยนะ

แต่มิ้งก็ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคนที่มิ้งรักหรอก

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ คงระรู้ว่ามิ้งเป็นมานุดไม่ชอบหาเรื่องใคร แต่อย่ามาทำมิ้งก่อนนะ

แหะๆๆ
แล้วมิ้งไม่ดูตัวเองตรงไหนหว่า...

 

เห้อ...และที่ต้องเอาลิงค์สเปซของเจ๊มาแปะไว้เนี่ยก็กลัวว่าจะใช้คำว่า

"จะว่าใครผ่านสเปชคนอื่น"

ได้ไม่เต็มปาก อิอิ คิดต่อกันเอาเองนะครับพี่น้อง....

เห้อ สบายใจแล้ว เรามันก็คนเปิดเผยอย่างงี้แหละ55555++++

ยังขำไม่หาย...
September 24

...

 
 
 
อัพแล้วนะคะ
 
 
อิอิ
 
ตามไปดู เนี่ยเป็นสาเหตุที่หายหน้าหายตาไป
 
August 04

...เฉลย...

นานซักเท่าใดแล้วนะ...กับความรักครั้งสุดท้ายของฉัน...
 
มันจะใช้เวลาอีกซักเท่าใด...กับความรักครั้งใหม่ของฉัน...
 
 
 
 
 
คนเราต้องใช้เวลาเท่าใดในชีวิต...เพื่อศึกษาใครอีกคน...
 
เพื่อจะได้ใช้เวลาซักเท่าใดกัน...ในการอยู่ด้วยกัน...
 
เราจะนอนใจอย่างไร...กัยโอกาสที่จะได้พบกับความรักครั้งใหม่...
 
หากว่า...นี่คือโอกาสสุดท้ายในชีวิตของฉัน...
 
สิ่งใดเล่าที่ฉันพอจะทำได้...
 
 
 
 
 
 
คำตอบของคำถามมากมายในหัวของฉัน...ยังรอคอย...
 
ความรักนั้นต้องใช้เวลาเพื่อพิสูจน์ว่ามันเหมาะสมและคู่ควร
 
ไม่จริงหรอก...คนประเภทไหนกันนะที่ทำแบบนั้นได้...
 
ความรัก...ไม่ได้ปรานี...ขนาดที่รอให้แน่ใจว่า...เหมาะสมและคู่ควรแล้ว...
 
...ความรักเกิดขึ้นตลอดระยะทางของเวลา...
 
คนประเภทไหนกันนะ ...ที่จะยับยั้งไม่ให้เกิดความรู้สึกใดๆ...ระหว่างนั้น...
 
ฉันเชื่อว่า...หากมีคนประเภทนั้นจริง...คงไม่ใช่คนที่เหมาะสมและคู่ควรเป็นแน่...
 
ฉันรู้ว่าความรักทำให้หลายต่อหลายคนหวาดกลัว...
 
แต่หากไม่กล้าที่จะรักหมดหัวใจ...
 
แล้วเราจะเรียนรู้วิธีการที่จะรักหมดหัวใจได้อย่างไร...
 
 
 
 
ความรักต้องใช้เวลา...
 
ฉันไม่รุ้ว่าคนที่ใช่เป็นอย่างไร...ฉันไม่เคยรู้จักความรู้สึกนั้นเลย..
 
แม่บอกว่า...คนที่ใช่ ...ไม่มีจริงในโลก...
 
โธ่...ก็อยากจะเชื่อที่แม่บอกอยู่หรอกนะคะ ...
 
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น...ก็หมดความตื่นเต้นในการค้นหาและรอคอยคนๆนั้นไปเลยหน่ะสิ...
 
 
 
July 18

...สังขละบุรี...

วันเสาร์ที่ผ่านมา (15 กค.) เกิดอาการอยากหนีความจริงขึ้นมา....
 
นึกอยากไปกาญจนบุรี ตอนแรกตั้งใจจะไปคนเดียว แต่คุณแม่ติงว่า อาจจะไม่ปลอดภัย...
 
เลยต้องนั่งหาหนทางอยู่ครึ่งวัน... อ๋องที่คุยกันใน MSN ค้างไว้เมื่อคืน เพิ่งเห็นข้อความหยิบยืมเลนส์ ก็เลยโทรมาถามว่าจะออกเดินทางรึยัง ก็ตอบไปตามนั้น...เลยชวนอ๋อง...ก็ตกลงไป ...ซะงั้น ใจง่ายจริง เพื่อนเรา...555++ ก็ดีแล้ว (ว่าแต่เค้า ไอ้เราก็เป็นประเภทเดียวกันนั่นแหละ)
 
นั่งแท็กซี่ไปเจออ๋องที่สยาม ... ก็คุยกันว่าจะเริ่มจากที่ไหน...เลยตกลงใจว่าจะไปสังขละบุรี...
 
ถามเพื่อนเจ้าถิ่น ก็ได้รู้ว่า แม้จะถึงกาญจนบุรีแล้ว ก็ต้องทะยานไปต่ออีก 210 กิโลเมตร จึงจะถึงจุดหมายปลายทาง
ทางแสนจะไกล ที่รู้สึกเกรงใจที่สุดก็คงเป็นอ๋อง ที่ต้องขับรถอยู่คนเดียว... ขอบคุณนะ ซึ้งจิงว่ะ!!!
เริ่มออกเดินทางก็ปาเข้าไป 5 โมงกว่า เพราะกว่าจะฝ่ารถติดออกจากสยามได้ก็กินเวลานานมั่กๆ...
ยังไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้า ... แต่ก็มีซาลาเปาหมูแดงช่วยไว้...
ด้วยความชิลล...สรุปว่าไม่มีใครรุทางเลย ...อ๋องก็เป็นโรคเดิม เมื่อไม่รุอารายก็จะตามใจมิ้ง...และมิ้งก็อาการเดิม...มั่วตามเคย...เหอะๆๆ
 
ออกมาถึงปิ่นเกล้า...จริงๆตรงไปทางนครปฐม ก็จะเจอราชบุรี และเข้าสู่กาญจนบุรีได้อย่างง่ายดาย...( อันนี้สาบานได้ว่าเพิ่งรู้ทีหลัง ...อย่าโกรธนะอ๋อง...)
 
แต่ด้วยความมั่วนิ่มของมิ้งเอง ก็เลือกที่จะไปทางสุพรรณบุรี...555+ ถ้าใครพอจะรู้ทางก็จะแน่ใจได้ว่าอ้อมโลกชัวร์...
ขับรถมาสักพักก็แวะปั๊มน้ำมัน...เพื่อซื้ออะไรรองท้อง แต่ด้วยเจ้าซาลาเปาหมูแดงยังอยู่ในท้องเลยไม่ซื้ออะไรเพิ่มเติม นอกจาโมชิ 2 ขวด และน้ำเปล่าอีกขวดใหญ่ อ๋องเลือกแซนวิชทูน่าสลัดมาปะทังชีวิต 1 ชิ้น...
 
ขับต่อ....เริ่มรู้สึกว่าขับมานานเกินแล้ว ...และก็เจอทางแยก...ไปกาญจนบุรี อ. สองพี่น้อง...ก็เลี้ยวเข้าไป...
แต่ด้วยความมั่วนิ่มของมิ้งอีกนั่นแหละ บอกว่า อ๋องกลับรถออกไปทางเดิมเหอะ มิ้งว่ามันไม่ใช่ทางนี้อ่ะ ข้างหน้ามันคงมีแยกไปกาญฯอีกแหละ... และอ๋องก็ไว้ใจเนวิเกเตอร์จอมมั่วอีกตามเคย...เหอะๆๆ
ก็ขับต่อกันมาอีกนาน เริ่มใจไม่ดีเพราะมืดลงทุกทีแล้ว แต่ยังไม่เห็นแยกไปกาญฯเลย ...
ลุ้นอยู่ทุกแยกทุกป้ายให้มีป้ายกาญจนบุรีทีเถอะ...
ขับต่อมาอีกนานพอสมควร ก็เริ่มเกริ่นกับอ๋องว่า...ถ้านั้นเป็นแยกเดียวที่ไปกาญฯจะทำไงอ่ะ...
อ๋องก็ตอบมาบอกว่าก็ย้อนกลับไง อ๋องชิลลอยู่แล้ว...
โอ้
!!!! ...โล่งถ้าไม่มีแยกไปกาญฯคงโดนอ๋องฆ่าแน่...
ป้ายเริ่มบอกทางที่ห่างไกลกาญจนบุรีออกไปทุกที...เห้อ..อีก 96 กิโลถึงนครสวรรค์ ซะงั้น แงๆๆๆ
และก็มีป้ายกาญจนบุรีจนได้ เห้อ โล่งอก....
อ๋องบอก รู้สึกเหมือนขับรถย้อนกลับเป็นสี่เหลี่ยมเลย ...เหอะๆๆ
ก็จริงของอ๋องแหละ เรื่องที่คุยกันก็เริ่มไร้สาระขึ้นทุกที...
และแล้วก็มาถึงกาญจนบุรีจนได้ ...เย่ๆๆๆ
จากคำแนะนำของเพื่อนเจ้าถิ่นคนเดิมบอกว่าให้ไปเอาแผนที่ที่ ททท.
เราก็ทะยานถามจนไปถึง ททท.จนได้ แต่ไม่มีใครอยู่เลย...เพื่อนบอกจิงๆต้องมียามอยู่...
แต่ก็ไม่เห็นมีใคร เหลือบไปเห็นลุงคนนึงนั่งอยู่ในความมืด ...เลยถอยรถไปทับ..เอ้ย!!! ถอยไปถามแก...
แกบอกว่าไม่มีใครอยู่แล้ว...เราก็ถอดใจ แต่มิ้งก็เดินไปด้อมๆมองๆอยู่ข้างหน้าเผื่อจะมีแผนที่ทิ้งไว้หน้าออฟฟิศบ้าง และลุงแกก็เดินมาบอกว่า เดี๋ยวลุงแกไปหามาให้ ด้วยความเห็นใจ...
และเราก็ได้โบชัวร์กาญจนบุรีมา 1 แผ่น และหนทางจากการบอกเล่าของลุงพอสังเขป...
เราก็ขับรถออกจากตัวเมืองด้วยความหวังว่า 200 กิโลเมตร คงไม่ยาวนานเกินไป....
พอออกจากตัวเมือง ความสว่างสองข้างทางก็เริ่มจากเราไป พร้อมกับตัวเมือง...
ดูจากความมืดมิดของท้องฟ้า ก็สามารถเป็นเรื่องคุยให้เราได้ฆ่าเวลากันอีกระยะ...
การเดินทางท่ามกลางความมืดก็ทำให้เราต้องหาเรื่องมาคุยกันเพื่อขับไล่ความวังเวงไม่ให้ใกล้เราจนเกินไป...
ปกติเวลาเดินทางไกลๆ มิ้งไม่พลาดที่จะหลับตลอดทาง ...แต่ทริปนี้ต้องตื่นเพื่อเป็นกำลังใจให้อ๋องที่ต้องมีสมาธิกับทางข้างหน้า...
รู้สึกว่า เข้าไปอยู่ใจกลางของคำว่า "ชนบท" อย่างเต็มที่ เพราะ ไฟข้างทางถี่น้อยลงทุกที...จาก20 กิโลเป็น60กิโลและห่างออกไปทุกที...
หนทางเต็มไปด้วยทางคดเคี้ยว...เเละน่ากลัวขึ้นทุกที ฝนก็ตกสร้างให้บรรยากาศรอบตัววังเวงขึ้นไปอีก
ถึงทางแยกสังขละฯทางกลายเป็นทางมุ่งสู่ป่าทึบ จากที่น่ากลัว จนกลายเป็นความรู้สึกที่น่าขนลุก...
เรื่องที่นึกว่าจะหามาคุยก็คุยไปหมดแล้ว...ทำให้บทสนทนาของเรายิ่งไร้สาระจิปาถะจนไม่ได้ใจความ...
รู้สึกได้ถึงความทรมานในการเดินทางมากขึ้น ซาลาเปาหมูสับก็กลายเป็นก้อนพลังงานลงท้องอ๋องไปเรียบร้อย...
 
และมิ้งก็เพิ่งรู้สึกว่า ซาลาเปาหมูแดงอนูสุดท้ายถูกย่อยไปเรียบร้อย นึกเสียดายที่ไม่รู้จักซื้อเลย์มาติดรถไว้...
เมื่อความอดทนใกล้ถึงจุดขาด...ก็เห็นแสงไฟ บอกถึงที่ตั้งของเมือง...
เป็นการเดินทางที่ยาวไกลมาก...การเดินทาง 6 ชั่วโมงกับทางคดเคี้ยวเฉอะแฉะและมืดมิด ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย สิ่งแรกที่มองหาคือ ร้านอาหาร
และเราก็เจอร้าน "ริมสนาม" จากแสงไฟที่มีอยู่เล็กน้ยก็พอจะรุว่ามันคือ ริมสนามบอลนั่นเอง
ต้มยำปลาช่อน ไข่เจียวหมูสับ กับผัดหน่อไม้ฝรั่ง และข้าสวยร้อนๆ 3 ถ้วย นี่คือสวรรค์
อาหารที่นี่ ให้เยอะมาก เทียบได้กับ 3เท่าของอาหารตามสั่งทั่วไปในกรุงเทพฯ และที่ทำให้ยิ้มอีกอย่างคือ ทั้งหมดราคา 160 บาท...
 
ท้องอิ่ม ก็มองหาที่พัก...เลยถามป้าร้านอาหาร เค้าเลยหันไปถามกลุ่มตำรวจที่นั่งชิลลกินเหล้าตามประสา...
คุณตำรวจใจดีแนะนำให้แถวด้วยขี่มอเตอร์ไซด์ไปส่งถึงที่... มีน้ำใจจริงๆ
ที่พักพอใช้ได้ พออาบน้ำเสร็จก็นั่งแพลนโปรแกรมสำหรับพรุ่งนี้ ...
05.00 น. ออกจากที่พักไปที่สะพานไม้ ... สวยมาก เป็นบรรยากาศสุดบรรยาย... สะพานไม้ค่อนข้างแข็งแรง
เดินสำรวจซักพัก...ฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้นทุกที แต่ก็ยังคงบรรยากาศกลางหุบเขาไว้ได้...เรือนแพสองฝั่งสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตริมน้ำได้อย่างดี...
 
ถ่ายรูปกันไปพักใหญ่ ... ก็เห็นชาวบ้านเอาเรือออกหาปลา ...มีทั้งเรือพายและเครื่องยนต์....
ได้นั่งเรือไปดูวัดใต้น้ำที่มีเพียงหลังคาอุโบสถเท่านั้นที่เป็นหลักฐานสำคัญว่าข้างใต้นี้เป็นวัดอย่างสมบูรณ์
ฝนตกมาเป็นระยะ...ทริปนี้ชุ่มฉ่ำมั่กๆ...
พอกลับจากล่องเรือก็ขับรถทัวร์รอบตัวเมืองสังขละฯ ไปสักการะ หลวงพ่ออุตตมะ..และชมเจดีย์พุธคยา...
และเราก็ตักสินใจมุ่งหน้าไปด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นด่านที่สามารถเข้าสู่สหภาพพม่า....
พอขับมาถึงก็ได้แต่แปลกใจ เจดีย์สามองค์ เป็นเพียงแต่เจดีย์เล็กๆ เท่านั้น...
และเราก็ขับรถเข้าสู่สหภาพพม่า...ถนนแย่มั่กๆ ทุกคนใส่โสร่ง ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย..
เด็กๆที่นี่ค่อนข้างขี้อาย... เราก็ไม่ค่อยกล้าถ่ายรูปเท่าไหร่เพราะว่า...คนที่นี่เค้าจ้องเราอย่างกับว่าเป็นสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก...
ร้านค้าเค้าเป็นเพียงเพิงเล็กๆ มีมอเตอร์ไซด์รับจ้างเยอะมาก ...
จะถ่ายรูปแต่ละทีช่างยากเย็น เพราะกลัวว่าเค้าจะไม่พอใจและควักปืนออกมายิง...ซะงั้น....
และก็กลับสู่ผืนแผ่นดินไทยอีกครั้ง ...การจากแผ่นดินไทยไปไม่ถึงชั่วโมงทำให้รักประเทศไทยขึ้นอีกเป็นกอง...
คงเป็นเพราะเราไม่ไม่คุ้นเคยกับพวกเค้าเลยทำให้ทุกอย่างดูน่ากลัวเกินกว่าเหตุ...
กลับไปที่ตัวเมืองสังขละฯเพื่อทานข้าว และออกเดินทางต่อ...
ขับรถออกมาซักพักผ่านอุทยานแห่งชาติเขาแหลม...เห็นน้ำตกอยู่หน้าอุทยานเลยต้องแวะซะหน่อย...
พยายามจะเก็บภาพน้ำตก...ฝนเริ่มปรอยปรายลงมา...
อ๋องลงทุนยกกล้องไปกลางน้ำ...ฝนก็ตกหนักขึ้นทุกที...
ยังไม่เลิกล้มความพยายาม...เดินต่อเข้าไปเพื่อหามุมที่น่าสนใจ ฝนก็โปรยลงมาเม็ดใหญ่ขึ้นทุกที...
บ้าไปแล้ว แบกกล้องตากฝน...และเดินเข้าไปไกลขึ้นทุกที และมิ้งก็เหลือบเห็นเจ้าลูกงูตัวจ้อย...ความพยายามจะไปถ่ายรูปกลางน้ำก็พับเก็บไปโดยปริยาย...
ฝนหนักขึ้นทุกที เลยเดินกลับมาหยิบเป้เอาชุดไปเปลี่ยน...
เจ้าหน้าที่หน้าอุทยานคงงว่าไอ้พวกนี้มันขันเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันในอุทยานมาเร้อออ....
555++ เป็นความบ้าส่วนตัว...บ้ากันหมด ถึงว่า..ไม่งั้นคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก...จิงมะ...555++
ออกเดินทางต่อ เหนื่อยมาก...สงสารอ๋อง ขนาดมิ้งไม่ได้ขับรถยังเหนื่อยเลย....
 
แอบหลับไปพักนึงปล่อยให้อ๋องขับรถไป...เหอะๆๆ
วางแผนเลือกสถานที่ต่อไป...โอ้!!! เอาให้คุ้ม....
ตกลงว่าไปช่องเขาขาด...ทะยานกันจริงๆ
ไปถึงฝนก็ทำให้เราต้องพึ่งร่ม เดินชมกันไป....
ชอบจริงๆบรรยากาศป่าฝนเมืองกาญฯนี่สดชื่นจิงๆ
แต่ยุงที่นี่ดุมั่กๆกัดจนพรุน มิ้งโดนไป30 ตุ่มรวด...แงๆๆ
ผลัดกันเป็นนางแบบนายแบบ... แต่ด้วยสัมภาระอันมากมาย และยุงก็รุมจนไม่เป็นอันทำอะไร...
รูปที่ถ่ายให้อ๋องไม่ค่อยดีเท่าที่ควร โทษน้า(-/\-)....
ขากลับ มิ้งก็มั่วนิ่มหาทางที่ชันสุดแสน และไกลกว่าทางเดิม 3 เท่า...เดินอ้อมเขา 1 รอบถ้วน...
หมดแรงกันไป....ขับรถกลับกรุงเทพฯ....
เป็นทริปที่ประทับใจมากๆๆๆๆๆเหนื่อยมากๆๆๆๆ
ขอบคุณอ๋องเพื่อนที่ใจมั่กๆ นายชิลล สุดๆ ขอบคุณบีช เพื่อนเจ้าถิ่น...
ขอบคุณอะไรก็ตามที่ดลใจให้ได้มาที่นี่....
รักจัง....สังขละบุรี...คงอีกนานกว่าจะได้กลับไปอีกครั้ง....
 
 
 
 
 
 
PS. อยากดู SUPERMAN RETURNs 3D
ไปดูกันเถอะ...เพื่อนๆไปดูกันหมดแล้ว....
 

Weather

Loading...

Quote of the Day

Loading...
No list items have been added yet.

Horoscopes

Loading...